เส้นทาง

ในวันหนึ่งของชีวิต พอหันกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่พาให้นึกสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ เส้นทางชีวตของตัวเองถึงได้เปลี่ยนทางไปมากมายขนาดนี้ เดิมทีผมเดินๆ อยู่บนเส้นทางของสื่อสารมวลชน แต่ตอนนี้ผมกำลังจะกลายเป้นคนทำอาหาร มันเปลี่ยนเหมือนเป็นคนละชีวิต!! ผมเคยหนีออกจากกรุงเทพฯ และกำลังจะลงหลักที่เชียงใหม่ แต่สุดท้ายกลับพบตัวเองกลับมาปลูกต้นไม้อยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนแม่

มือที่เคยจับปากกา กลายมาเป็นจับจอบเสียม ตาที่เคยมองผ่านผู้คนก็เปลี่ยนมาใส่ใจใบไม้ดอกไม้ ใจที่เคยวุ่นวายกับชีวิต ก็ยังสับสนในชีวิตอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ทุรนทุรายเหมือนเก่า อาจจะเพราะเงาใครบางคนจางลงหรือเพราะโลกที่เป็นอยู่มันสงบเงียบก็ไม่รู้

แล้วจู่ๆ มือที่จับเสียบจับจอบอยู่ก็เพิ่มตะหลิวหม้อกะทะเข้ามาด้วย จริงอยู่ว่าปกติก็ทำกับข้าวเป็นระยะ ตั้งแต่มาอยู่บ้านก็ทำให้แม่กินเป็นประจำ แต่หลังจากนี้จะมีคนชิมรสชาติมือมากขึ้นในฐานะที่กำลังพยายามจะให้การเป็นพ่อครัวกลายเป็นทางที่จะทำให้เป็นจริงและดีที่สุด เพราะมันคืออนาคตที่เหมือนเหลืออยู่เท่านี้เอง แถมยังลากไปไกลจากเมืองไทยเพื่อให้เห็นโลกที่กว้างด้วยตาจริงๆ

ลมหนาวของปีก็ยังมีพัดมาเป็นระยะ บางครั้งพอนึกถึงเวลาที่จะออกเดินทางไปจากบ้านอีกครั้ง ไปจากเมืองที่เคยอยู่ ไปจากประเทศที่ใช้ชีวิตมาตลอด ให้นึกใจหาย แต่ทำไงได้… ชีวิตมันวาดทางไว้แบบนี้ แล้วก็ยังบังคับให้เลือกเส้นทางนี้ เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องไปให้สุดทาง

แม่ไม่ได้พูดอะไรมากมาย แต่ก็บอกว่าอยากให้ไป เวลามีใครถามว่าจะไปนานขนาดไหนผมมักตอบว่าไม่รู้ แต่ใจนั้นไปไกลกว่าสองสามประเทศที่มีโอกาส ถามใจตัวเอง ผมอย่างไปเห็น Morocco Algiria และ Tunisia ในเขตแอฟริกาตอนเหนืออย่างบอกไม่ถูก แล้วก็อยากไปให้ถึง Uluru ภูเขาโดดสีแดงแห่ง Uluru – Kata Tjuta national park ในออสเตรเลียซึ่งผมฝังใจว่าจะต้องไปในวันหนึ่งวันใดของชีวิต

จริงๆ แล้วเราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นอย่างไร แล้วทางเดินของชีวิตก็สามารถที่จะพลิกไปได้เสมอ แต่การมีเป้าหมายอะไรบางอย่างเพื่อให้ไปถึงในวันหนึ่ง-วันที่ยังมีความหวังนั้นไว้ในใจก็น่าจะเป็นเรื่องดี ตอนนี้ผมมีความหวังแล้วเหลือแค่จะเก็บเกี่ยวมันได้หรือไม่ มีอะไรอีกหลายอย่างที่จะต้องทำควบคู่ไประหว่างทางฝันนั้น มันคงจะเป็นไปได้หากไม่หมดพลังใจ….

ลมพัดใบไม้

ในระยะเวลาที่อยู่บ้านมาเป็นปีกว่าๆ หากไม่นับเวลาที่ออกไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ ช่วงสั้นๆ ผมมักใช้ชีวิตอยู่กับการปลูกและดูแลต้นไม้ภายในรั้วบ้าน บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังไม่ใหญ่บนเนื้อที่ไร่เกือบครึ่ง ดังนั้นเลยมีที่ว่างให้ปลูกต้นไม้ได้อีกมาก แม้จะตัดส่วนที่เป้นสระไปแล้วก็เถอะ… ยังมีพื้นที่ให้ปลูกกันจนเหนื่อยที่จะรดน้ำเลยทีเดียว

คนที่อยู่บ้านตั้งแต่สร้างเสร็จก็มีแม่กับพี่สาว พ่อโชคดีที่ได้อยู่ตั้ง 3 ปีก่อนที่จะเสียไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่บอกว่าโชคดีเพราะก่อนจะย้ายมาอยู่บ้านนี้พ่อป่วยหนักเนื่องจากสูบบุหรี่เป็นงานหลักและดื่มเหล้าต่างน้ำ สุขภาพแย่จนถึงขั้นต้องไปนอนอยู่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ๆ แล้วที่หมอยอมให้กลับบ้านไม่ใช่เพราะหายดี แต่เป็นเพราะแกอยากอยู่บ้านมากกว่าอยู่โรงพยาบาลเลยขอร้องหมอจนต้องยอม

แม่กับพี่สาวปลูกต้นไม้ผลไว้ไม่น้อยเลย มะม่วง มะพร้าว ท้อ ขนุน ลิ้นจี่ กล้วย แต่ไม่ค่อยได้ดอกได้ผล ต่างคนต่างทำงาน สภาพดินที่เอามาถมตอนสร้างบ้านแย่สุดๆ เป็นดินท้องนาแบบหาแร่ธาตุไม่ได้ เนื้อดินจับก้อนแข็งเป็นหิน กว่าที่บรรดาต้นไม้จะรอดตาย และกว่าที่มันจะโตจนน่าจะให้ดอกผลก็นานปี พอมาแตะผลัดกับพี่สาวเพื่ออยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้านบ้าง งานปลูกต้นไม้เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำ ปลูกไม้ผล ปลูกไม้ประดับ ปลูกไม้ดอก ปลูกไม้ใบ สร้างพื้นที่สีเขียวเหมือนเติมจิ๊กซอว์บนบอร์ดที่ต่อยังไม่เสร็จ แต่มันก็มากขึ้นทุกวัน เหลือพื้นที่ให้ปลูกน้อยลงทุกที มีพืชผักและผลให้ได้เก็บกิน ผมว่ามันเป็นการกินความสุขที่มีแต่คนปลูกและดูแลต้นไม้ด้วยตัวเองที่รู้สึก

ผักหวานที่อวดก้านอวบให้ฤดูฝน มะม่วงที่ให้ผลในฤดูร้อน มะขามเทศปลายฤดูหนาว ขนุนช่วงปลายฝน สะเดาหวานที่บานดอกช่วงปีใหม่ ผักบุ้ง ผักชีลาว ปวยเล้งที่ปลูกเองในกล่องโฟม ตะลิงปลิงดกเต็มต้นตลอดศก มะเฟืองหวานลูกใหญ่ทรงสวยตลอดชาติ พวกนี้คือบรรดาผักผลไม้ที่มีให้เก็บทาน ขณะที่ดอกไม้บานอย่างดาวเรือง ดาวกระจาย บานชื่น พุดก็มีเป็นระยะตามเวลาการอวดดอก ไม้หอมสารพัดที่สะสมทั้งโมกแคระ โมกลา พุดซ้อน พุดจีบ พุดน้ำบุศท์ วาสนา ราตี แก้ว ราชาวดี ชมนาถ โฮย่าดอกหอม ก็โชยกลิ่นในสายลมเป็นประจำ ส่วนสารพัดให้อวดใบทั้งกลุ่มเศรษฐี คล้า เขียวหมื่นปี อโกลนีมา ก็แต่งกิ่งก้านให้พุ่มหนาชวนสบายตาและเย็นความรู้สึกผิวตามการได้น้ำรดสม่ำเสมอ

กลับมาอยู่บ้านผมเริ่มสะสมบอนสีให้แม่ไว้ชื่นชม ถึงมันจะเป็นเงินหลายพันบาทเข้าไปแล้ว แต่เมื่อได้เห็นสีสันหลากหลายบนใบของมัน เห็นทรงใบพุ่มกอของมัน รวมถึงบรรดาชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ขยายพันธุ์จากการผ่าเองก็ให้มีความสุข เกือบทุกวันที่ต้องรดน้ำให้พวกมันเนื่องจากดูดซึมน้ำอย่างสิ้นเปลือง และเป็นทุกวันที่ต้องได้รดน้ำต้นไม้โดยกินเวลาหลายชั่วโมงทั้งเช้าและเย็น เหนื่อยแต่มันก็มีความสุข

ผมผูกเปลญวนเอาไว้ระหว่างต้นมะม่วงกับต้นคูนใกล้รั้ว… แม่กับน้องสาวชอบไปใช้เวลาพักผ่อนตรงนั้น ลมเย็นที่พัดผ่านบ้านผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า เหมือนเชื้อเชิญให้นอนหลับใหลอย่างสบายใจ ร่มมะม่วงบังแดดสาย เที่ยง บ่าย เย็นของวันร้อนกลางฤดูหนาว หลายหนที่มองไปเห็นหนึ่งคนใดคนหนึ่งหลับสบายอยู่บนเปลโดยมีบรรดาหมาหลายตัวจากสิบตัวนที่เลี้ยงไว้อนหมอบอยู่ไม่ห่างดังหนึ่งเป็นองครักษ์ ผมว่าสิ่งนี้แหละคือความสุขของชีวิต

แต่ไม่ใช่ของผม… ผมยังต้องตามหาความสุขของชีวิตตัวเองต่อไป แน่นอนว่าคงต้องออกเดินทางอีกสักครั้ง ดังนั้นระหว่างที่รอสายลมแห่งการเดินทางมาเคาะเรียกที่หน้าประตูบ้าน วันนี้ผมเลยขอนั่งฟังเสียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้รอบตัวไปพลางๆ

แสงหิ่งห้อย

กลางคืนเดินทางมาถึงเมื่อกลางวันจากไปตามเวลา…

ที่บ้านมีสระน้ำขนาดกลางๆ ไม่เล็กจิ๋วแต่ก็ไม่ใหญ่โต ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่สูบน้ำขึ้นมาใช้รดต้นไม้ เข้าใกล้ปลายหนาวแล้วก็เลยยังมีน้ำในสระ หญ้าก่อตัวเป็นพงอยู่ริมขอบ มันกลั่นและกรองน้ำให้สะอาดใส แม่เพิ่งเคลียร์หญ้าคาทางฟากสระด้านไกลบ้านไปเมื่อตอนก่อนหัวค่ำ ผมเดินรดน้ำต้นไม้ในตะวันโพล้เพล้ บ้านเริ่มเขียวขึ้นทุกวันจากการปลูกต้นไม้และจัดสวนที่กลายเป็นกิจวัตร

เมื่อมืดคลุมทุกทิศทุกทาง ไฟจากระเบียงบ้านสาดผ่านแนวก้านกิ่งลั่นทมให้พอมองเห็นอยู่บ้าง ถึงตอนนี้ก็ยังติดปากที่จะเรียกว่าว่าลั่นทมมากกว่าลีลาวดีเสียอีก ก็คล้ายๆ กับที่ยังเรียกแห้วว่าแห้ว ไม่ใช่คุณสมหวัง…

แสงน้อยในพงหญ้าโผจากกอหนึ่งสู่กอหนึ่ง มันลอยไปหาแสงน้อยอีกแสงหนึ่งตามสัญชาตญาณของชีวิต หิ่งห้อยที่บ้านเพิ่มจำนวนขึ้นมาเป็น 7-8 ตัวแล้ว อีกไม่นานน่าจะมีมากกว่านี้ นั่นเป็นเรื่องดีเพราะมันบ่งบอกว่าบรรยากาศที่บ้านนั่นบริสุทธิ์สักเพียงไหน การมีอยู่ของหิ่งห้อยเป็นตัววัดค่าความบริสุทธิ์ของอากาศ ของน้ำ ของระบบนิเวศน์ แต่เหนืออื่นใดการมาอยู่ของพวกมันคือความรู้สึกเป็นสุขเมื่อคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณบ้านหลังนี้

ผมไม่ได้เล่นกีต้าร์ในเพลงนิทานหิ่งห้อยมานานมากแล้ว นับตั้งแต่เลิกทำกิจกรรมค่ายเมื่อหลายปีก่อน ผมว่ามันเป็นเรื่องของกาลเวลานะ ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเราแต่ละคนมีช่วงเวลาที่จะผูกพัน ใกล้ชิด เป็นส่วนหนึ่งเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นนิรันดร์ เพลงนิทานหิ่งห้อยยังคงมีคนเล่นอยู่แต่สำหรับตัวเองมันกลายเป็นแค่หนึ่งเพลงในความคุ้นเคยไปแล้ว…

เพื่อนสาวที่แต่งงานไปแล้วเคยส่งบทกวีของรพินนาฏมาในการ์ดทำเองสีสวย บทกวีกล่าวถึงหิ่งห้อยที่เลือนลางไปแล้วว่ารพินนาฏบอกไว้เช่นไร แต่ความทรงจำเรื่องโปสการ์ดนั้นยังคงอยู่ แจ่มชัดเหมือนเพิ่งได้รับมาเมื่อวาน แต่กรนั้นหากไม่ได้พูดถึงมันในตอนนี้ก็คงลางเลือนเหมือนแสงหรี่จางของหิ่งห้อยเป็นแน่ เมื่อได้พูดถึงเรื่องหิ่งห้อยมันก็ทวนความทรงจำขึ้นมาเองอย่างน่าแปลกใจ นี่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหลายเรื่องของชีวิตนั้นเราเก็บมันไว้อย่างดีและจำมันได้อย่างไม่รู้ตัว

สระน้ำรูปสี่เหลี่ยมเกือบจะจัตุรัส หิ่งห้อยบินร่อนเป็นวงกลม แสงเล็กกระพริบพรายซ้าย ขวา ใกล้ ไกล หนึ่งตัวร่อนหาอีกตัว หนึ่งตัวร่อนหาอีกตัว แต่ละตัวต่างบินไปตามรหัสสัญญาญแห่งไฟ ดูผิวเผินมันก็เหมือนกันไปหมด แต่ในความจริงที่ดุจากรายการสารคดีเรื่องหิ่งห้อยทางเนชั่นแนลจีโอกราฟิคบอกให้รู้และจำได้จนตอนนี้ว่า รหัสสัญญาณของเพศผู้เพศเมียและแต่ละตัวในเพศชิดเดียวกันล้วนแล้วแตกต่างไป ก็เหมือนชีวิตอื่นๆ ที่ยอมต่างไปจากตัวเราเอง เราเป็นอย่างนี้เพราะนี่เป็นเรา เราคล้ายกับคนอีกมากมายแต่เราไม่ใช่เขา หิ่งห้อยหนึ่งตัวบินตามแสงเรียกหา คนเราหนึ่งคนไปตามใจเรียกร้อง…

ความรักที่มีเล็กน้อยเกินกว่าจะดึงดูดความสนใจของใครคนหนึ่งไว้ได้ ใจไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นนอกจากรหัสสัญญาณความรู้สึกส่วนตัว ไม่เหมือนใครแต่ก็ไม่มีใครอยากเหมือน คู่รักหิ่งห้อยจับคู่คลอเคลีย โลกร้อนขึ้นทุกวันอาจจะมีผลกระทบกับพวกมันเช่นที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ แต่หิ่งห้อยก็น่าจะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ตราบเท่าที่มันยังบินตามรหัสสัญญาณจากคู่ของมันและไปเจอกันจนได้ … มนุษยชาติก็คงไม่สูญพันธุ์ในเมื่อยังเกี่ยวพันกายและใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน … แต่มันคงดีถ้าผมจะเป็นเหมือนหิ่งห้อยที่บินตามสัญญาณความรู้สึกจนหาใครคนนั้น คนที่เป็นคู่ของกันและกันเจอก่อนแสงไฟพลังใจจะเลือนลางจางหมดไป

สีของท้องฟ้า

ฟ้า… ทุกวันผมจะเงยมองขึ้นไปบนนั้น มองขึ้นไปบนฟ้า มองหาอะไรบางอย่างที่ช่วยพยุงชีวิตและความรู้สึก

สีของฟ้าเปลี่ยนแปลงทุกวัน ฟ้าของแต่ละฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ช่วงเวลา ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นและตกสม่ำเสมอ แต่สีของฟ้าก็ยังเปลี่ยนแปลงและให้รู้สึกกับใจ…

ผมชอบเวลาสายๆ ของวันทึ่สีของฟ้าเป็นสีฟ้าสด แม้จะเป็นสีระดับเดียวกันหากทว่าเป็นสีฟ้าของตอนบ่ายก็ไม่ทำให้ถูกใจ ผมชอบฟ้าสดเวลาสายๆ เวลาที่ผมจะนั่งละเลียดรสชาติกาแฟผสมนมที่พี่เจ้าของร้านกาแฟชงให้ เวลาที่จะนั่งร่ายตัวหนังสือใส่พื้นที่แคบคับของโปสการ์ดลายสวยๆ เวลาที่จะนั่งฮัมเพลงอยู่คนเดียว บ่อยๆ ที่ผมจะนั่งทวนความคิดตัวเองสลับกับการอ่านหนังสือพิมพ์รับข่าวสาร มันเป็นความเคยชินที่จะอ่านข่าวเพียงเอาเรื่องไม่ใช่ให้รู้เรื่อง ผมไม่มีเวลามากมายพอที่จะนั่งเอารายละเอียดให้รู้ว่าใคร ใคร ใคร และใครทำอะไรในข่าวนั้นๆ

ฟ้าเวลาใกล้ค่ำอาบสีส้มแดงเหมือนสีแกงส้มในหม้อ น้ำพริกแกงส้มเป็นน้ำพริกแกงประเภทหนึ่งที่ต้องโขลกเครื่องแกงกับพริก รสชาติอย่างที่รู้ว่าแสบคอแสบปาก ฟ้าสีแกงส้มให้รสชาติแสบใจ…

ฟ้าเที่ยงวันเป็นสีขาว ดวงอาทิตย์และพลังงานความร้อนทำให้รู้ว่าเราต่างเป็นเพียงสิ่งเล็กจิ๋วในจักรวาล บางครั้งทำให้ร่างกายอ่อนล้า บางครั้งทำให้ใจท้อ แต่บ่อยๆ ที่เป็นเครื่องเติมเชื้อพลังไฟให้เผชิญหน้า ผมชอบฟ้าหน้าร้อนของแต่ละปี ผมชอบการเดินทางในสายแดด

แดดหลังเช้าหมาดๆ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย นานปีมาแล้วผมเคยปั่นจักรยานโดยมีใครบางคนซ้อนท้ายอยู่ในสวนรถไฟ ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงรายหล่นบนทางถนน กลีบดอกช้ำเพราะน้ำหนักคนและรถทับทาบ เสียงหัวเราะของเธอใสเหมือนระฆัง ความรักแทรกอยู่ในเรียวแขนที่โอบกอดรอบเอว ผมไม่รู้ว่าครานั้นหูเธอที่แนบอยู่บนแผ่นหลังได้ยินเสียงอะไรจากหัวใจผมบ้าง…

สีของฟ้ากลางคืนทั้งมืดและเงียบ แต้มด้วยหมู่ดาวในคืนข้างแรมมากๆ พร่างฟ้าสกาวดาวดารดาษ เลือนลางแสงกระจิริดในคืนข้างขึ้น อาบแสงนวลของพระจันทร์ หลายค่ำคืนที่ปล่อยใจอยู่ตรงริมระเบียงเพียงความคนึงคิดถึงหนึ่งคนที่เดินจากไป หัวใจเลื่อนไหลสู่ห้วงน้ำตาบ่อยครั้ง นานวันผ่านไปเป็นนานปีกว่าที่ใจจะชินและห้ามความรู้สึกไหว… นานเดือนผ่านไปและนานจนผ่านหลายคืนที่ได้เรียนรู้การก่อร่างสร้างฝันให้ใจ อยู่และเป็นไปกับวันนี้โดยมีอดีตเป็นอดีตและเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน

พู่กันในมือแต้มสีฟ้าเคล้ามีเขียวบ้าง แดงบ้าง ส้มบ้าง บางครั้งก็ปนเหลือง กระดาษเปียกน้ำจุ่มสีฟ้าผสานสีที่ผสมด้วยเทคนิคเปียกบนเปียก ลากริ้วรอยของฟ้าในฝันบนกระดาษวาดเขียนสองร้อยแกรม แต้มถ้อยคำแล้วใช้ภาพวาดต่างกระดาษเขียนเป็นไปรษณียบัตร หล่นความคิดถึงและระลึกถึงคนที่ปลายทางจากคนทางนี้

พรุ่งนี้ตอนผ่านทางเข้าเมือง ผมจะหย่อนสักใบถึงใครสักคน…

เรื่องของข้างหลัง

ผมไม่ชอบการเป็นคนเด่น เป้นคนสำคัญ เป็นคนพิเศษ
ผมชอบการเป็นคนธรรมดาๆ และผมชอบการยืนอยู่ข้างหลังๆ คนอื่น…

อยู่ข้างหลังๆ หมายถึง ไม่อยู่ในการมองเห็นของผู้คนอื่นๆ ผมชอบทำอะไรเงียบๆ จนบางครั้งก็ชอบการทำอะไรเพียงลำพังตัวคนเดียว… ซึ่งก็คงเหมาะดีกับการเป็นคนในสไตล์อย่างที่เป็น

ก่อนหน้านี้ผมเป็นมาหลายอย่าง เป็นนักเดินทาง เป็นนักกิจกรรม เป็นนักข่าว เป็นคนทำหนังสือ เป็นกราฟฟิก เป็นบรรณาธิการ เป็นก๊อปปี้ไรท์เตอร์ เป็นตัวตลก เป็นพ่อค้า และสารพัดที่เคยเป็น มาถึงตอนนี้… ตอนนี้ผมก็เป็นหลายอย่างพร้อมๆ กัน เป็นคนสวน เป็นพ่อครัว เป็นนักตกแต่งบ้านและสวน เป็นคนเลี้ยงหมา เป็นคนเลี้ยงแมว เป็นคนขับรถให้แม่ เป็นช่างไม้ เป็นคนแต่งเพลง เป็นคนเขียนหนังสือ เป็นนักท่องเที่ยว เป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย และเป็นสิ่งที่ผมเป็น… ผมหมายถึงผมพยายามเป็นคนดีๆ สำหรับอีกหลายๆ สิ่ง

แน่ล่ะว่า… วันนี้ผมยังไม่เป็นคนดีนักหรอก… แต่ผมจะพยายามเป็นคนดีอย่างเงียบๆ เป็น “คนดีลับหลัง” ว่าอย่างงั้นเถอะ…

การเป็นคนดีนั้นยากนะครับ… เป็นคนเลวนั้นง่ายแต่ผมยังไม่เคยลองเลย เห็นคนอื่นเค้าเป็นกันผมก็ว่าอยากเป็นเมื่อไหร่ก็คงเป็นได้ แต่เป็นคนดีนี่น่าพยายามเป็นมากกว่า อะไรยากๆ ผมว่ามันท้าทายดี…

ผมชอบการได้มองตามหลังผู้คน… โดยเฉพาะคนที่ผมรัก คนรอบข้าง พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร เพื่อนฝูง บางทีก็เผื่อแผ่ไปถึงคนรู้จักกันผิวเผินและคนที่ไม่รู้จักกันด้วย มันเป็นการมองด้วยความเป็นห่วง มองด้วยความปรารถนาดี มองอย่างเอาใจใส่ มองด้วยแรงเอาใจช่วย มองด้วยความชื่นชม มองด้วยความอิ่มเอมใจ มองด้วยความรักและมิตรภาพ ผมไม่แคร์ว่าคนถูกมองจะรับรู้หรือไม่ แต่ผมว่าความสุขมันอยู่ตรงที่เรามองเค้าอย่างไร เพราะสุขนั้นอยู่ในใจเรา ทุกข์ก็อยู่ในใจเรานะ… เราก็บ้าเอาความทุกข์มาใส่ใจกันอยู่บ่อยๆ ปล่อยให้ทุกข์คับอกแล้วสุขจนล้นใจจะมีได้อย่างไร…

ข้างหลังเป็นมุมอับสายตา เราอาจจะโดนแทงข้างหลังได้ง่ายๆ ผมจะไม่มีวันแทงข้างหลังใคร … สาบาน!!! เพราะผมรักการได้อยู่เบื้องหลัง มันคือพื้นที่ที่ผมมีความสุขในการดำรงตัวเองอยู่ตรงนั้น

เอาล่ะ… ตอนนี้ผมยืนอยู่ข้างหลังแล้ว… อยากยืนอยู่ข้างหน้าผมไหม??